วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ดวงนาม (ชื่อ) "เวสสันดร"

ดวงนาม (ชื่อ) "เวสสันดร" 
ดวงนามของพระเวสสสันดร





ขออัญเชิญดวงนาม "เวสสันดร" พระโพธิสัตว์ ยกขึ้นเป็นดวงครูเพื่อเป็นธรรมทานและวิทยาทาน 
.
เมื่อนำพระนาม "เวสสันดร" ผูกขึ้นเป็นรูปดวงนาม โดยมิได้ใช้ข้อมูลวันเวลาที่ทรงประสูติ
.
ที่ภูมิพระราหู (๘) มีพระคาถา "ตนุ-ทาน-มหัทธโน" สื่อความหมายถึง เจ้าชะตา (ตนุ) มีความนิยมชมชอบเรื่องการให้หรือการบริจาคทาน (ทาน) โดยมีการให้ทานแบบยิ่งใหญ่ (มหัทธโน) มาเกิดด้วยทานบารมี ในอดีตชาติก็เคยบริจาคทานมา (ภพ)
.
ตนุ หมายถึง ตัวตนของเจ้าชะตา นิสัยใจคอ
ทาน หมายถึง การให้ การเสียสละ การบริจาคทาน ทานบารมี
มหัทธโน หมายถึง ยิ่งใหญ่
ภพ หมายถึง อดีตชาติ อดีต เก่า เรื่องเก่า ๆ
.
อ่านสัมพันธ์ไปถึง ภูมิพระพุธ (๔) มีพระคาถา "สมบัติ-ปุตตะ-เคหา" สื่อความหมายถึง การให้ทานบริจาคสมบัติต่าง ๆ ที่มี รวมไปถึงลูก (ปุตตะ) คู่ครอง การครองเรือน (เคหา) ด้วยความพยายามไม่ย่อท้อ (วิริยะ)
.
ที่ภูมิพระราหู (๘) มีพระคาถา "บริวาร-ศุภะ-ทาน" สื่อความหมายถึง ครอบครัว วงศ์ตระกูลก็เห็นด้วยในการบริจาคทาน คือพระบิดาพระมารดาก็ยินดีในเรื่องการบริจาค พระมหเสี พระโอรส พระธิดาก็ยินดีเช่นกัน แม้จะขัดชืนบ้างในตอนที่ชูชกมาขอ แต่ในที่สุดเมื่อได้ฟังมโนปณิธานในการสร้างทานบารมีของพระเวสสันดร ต่างก็ยินยอม อีกประการคือ ทั้งพระมเหสี พระโอรส พระธิดา ต่างก็เป็นผู้อธิษฐานตามกันมาเพื่อร่วมสนับสนุนในการสร้างบารมี
.
"บารมี" แปลว่า กำลังใจ
"ดีเกินไป" นั้นไม่มี
มีแต่ "ดีเกินกำลังใจ" พอถูกอุปสรรคทดสอบ เราก็อาจพลอยจะหมดกำลังใจแล้วตัดพ้อว่า "ดีเกินไป"
.
ผู้รู้มักกล่าวว่า การบริจาคทานนั้นอย่าทำจนตัวเองเดือดร้อน แต่ขีดเส้นของความเดือดร้อนแต่ละคนนั้นก็ต่างกัน เพราะแต่ละคนมีบารมีหรือกำลังใจในการให้ทานนั้นต่างกัน เช่น พระโพธิสัตว์นั้นท่านมีความปลื้มปิติในการให้ทาน แม้ว่าบางครั้งจะเดือดร้อนทางกายแต่ท่านหาได้เดือดเนื้อร้อนใจ แม้ว่าบางครั้งกิเลสข้าศึกจะทำให้ท่านเดือดเนื้อร้อนใจในเบื้องต้นแต่ในที่สุดท่านก็พบความปลาบปลื้มใจเป็นที่สุด
.
บางทีก็เป็นเรื่องยากที่คนธรรมดาบางคนจะเข้าใจเรื่องการสร้างบารมีของคนที่มีระดับสูงกว่า
.

ที่ภูมิพระราหู (๘) มีพระคาถา "บริวาร-ศุภะ-ตนุ-ทาน-มหัทธโน" สื่อถึงตัวตน (ตนุ) ของพระเวสสันดรที่ชอบบริจาคทาน (ตนุ-ทาน) นอกจากนี้ยังเกิดในวงศ์ตระกูล คือบริวารครอบครัว (บริวาร-ตนุ-ทาน) ที่ส่งเสริมสนับสนุนให้เจ้าชะตาคือพระเวสสันดรได้มีโอกาสสร้างทานบารมี
.
ที่ภูมิพระศุกร์ (๖) มีพระคาถา "ปัตนิ-อธิษฐาน" สื่่อความหมายถึง ได้คู่ครอง (ปัตนิ) ที่อธิษฐานตามมาเป็นคู่ครองกัน คือพระนางมัทรี นั้นเป็นนางแก้วคู่บารมีของพระโพธิสัตว์ที่อธิษฐานมาเพื่อส่งเสริมสนับสนุนในการสร้างบารมีด้วยความเต็มใจ
.
ที่ภูมิพระเสาร์ (๗) มีพระคาถา "มนตรี-ปัญญา-มรณะ-ชาติ-วาสนา-ทลิทโท" โดยที่มี "ดิถี" และ "วาสนา" สื่อความหมายถึง เจ้าชะตานี้คือพระเวสสันดร มีเจตนาหรือความปรารถนา (ดิถี) และแนวทางชีวิต (วาสนา) ไปในทางเป็นที่พึ่งทางความเป็นอยู่ (มนตรี-ชาติ) ทางปัญญา (มนตรี-ปัญญา) คือปรารถนาจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์โลก
.
ที่ภูมิพระเสาร์ (๗) มีพระคาถา "มนตรี-ปัญญา-มรณะ-ชาติ-วาสนา-ทลิทโท" โดยที่มี "ดิถี" และ "วาสนา" สื่อความหมายถึง เจ้าชะตานี้คือพระเวสสันดร มีเจตนาหรือความปรารถนา (ดิถี) และแนวทางชีวิต (วาสนา) ไปในทางเป็นที่พึ่งทางความเป็นอยู่ (มนตรี-ชาติ) ทางปัญญา (มนตรี-ปัญญา) คือปรารถนาจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์โลก 
.
พระเวสสันดรทรงทำพระองค์เป็นที่พึ่งแก่ขอทาน (ทลิทโท) ผู้ยากไร้ ผู้ตกทุกข์ได้ยาก คนระดับล่าง (พระเสาร์ ในดวงชาติ อยู่ในตำแหน่งทุกขตะ) แต่เมื่อเป็นที่พึ่งคนอื่นแล้วตัวเองก็เดือดร้อน (มรณะ) ต้องถูกเนรเทศพลัดพรากจากหลักทรัพย์ราชบัลลังก์ (มูละ-วิบัติ ที่ภูมิพระอังคาร) หากดวงนาม คือชื่อนี้เป็นของบุคคลธรรมดา นักพยากรณ์ก็อาจแนะนำให้่เจ้าชะตาวางอุเบกขาเสียบ้าง (พระคาถา วาสนา หมายความถึง อุเบกขา ได้อีกด้วย) เมื่อวางอุเบกขาคือเลิกเป็นที่พึ่งให้กับคนอื่นได้ก็จะช่วยบรรเทาการสูญเสีย (มรณะ) แต่ดวงนามนี้เป็นของพระโพธิสัตว์ชาติสุดท้ายก่อนจะตรัสรู้ จึงแนะนำเช่นนั้นไม่ได้ แต่กลายเป็นว่าพระเวสสันดรท่านวางอุเบกขาได้ต่อการสูญเสีย 
.
ที่ภูมิพระพฤหัส (๕) มีพระคาถา "อริ-ขันติ" เป็นจุดพยากรณ์ที่ต้องแนะนำสำหรับการแก้ปัญหา พระคาถา "อริ" หมายถึงปัญหาที่ต้องแก้ไข หากเป็นดวงนามของคนธรรมดาทั่วไปนักพยากรณ์ก็ควรแนะนำให้ใช้ "ขันติบารมี" ในการแก้ปัญหา (อริ-ขันติ)
.
เหตุการณ์สำคัญที่เป็นวิกฤติว่าพระเวสสันดรจะบำเพ็ญทานบารมีได้สำเร็จหรือไม่นั้น คือเหตุการตอนที่เมื่อพระเวสสันดรยกสองกุมารให้กับชูชกแล้ว  ชูชกต้องการจะข่มเชิงให้สองกุมารกลัวจึงใช้เชือกมัดและเฆี่ยนตีต่อหน้าพระเวสสันดร  ในตอนนั้นเองพระเวสสันดรถึงกับชักพระขรรค์ออกมาหมายจะฆ่าชูชก  แต่ในที่สุดด้วยบารมีที่สั่งสมมาอย่างดีของพระโพธิสัตว์ก็สามารถผ่านวิกฤตนั้นมาได้ด้วย "ขันติบารมี" แต่อย่างไรก็ตามต้องถือว่าตอนดังกล่าวเป็นจุดวิกฤตที่สุด เนื่องจากพระเวสสันดรนั้นสามารถบริจาคทานต่าง ๆ ได้อย่างยิ่งใหญ่โดยทรงตั้งมโนปณิธานไว้ว่าหากแม้ใครจะขอดวงตาหรือชีวิตตนก็ยอมยกให้โดยไม่หวั่นไหว แต่ก็เกือบมาเสียทีให้ชูชก
.
ดังมีบทประพันธ์ไว้ว่า.....เมื่อชูชกได้รับพระราชทานสองกุมาร ก็ฉุดกระชากลากตีต่อหน้าพระเวสสันดร  สองกุมารร้องรำพันให้พระบิดาช่วย จนพระเวสสันดรโกรธชูชกที่กล้าตีสองกุมาร  ถึงกลับตรัสว่า
.
"อุเหม่ อุเหม่ พราหมณ์ผู้นี้นี่อาจองทะนงหนอ มาตีลูกต่อหน้าพ่อไม่เกรงใจ  ธชีเอ่ย  กูมาอยู่ป่าเปล่าเมื่อไร  ทั้งพระขรรค์ศิลป์ชัยก็ถือมา"   แต่แล้วก็ทรงระลึกสติ จึงสอนพระองค์เองว่า
"ดูกร มหาเวสสันดร  อย่าอาวรณ์โว้เว้ทำเนาเขา  ข้ากับเจ้าเขาจะตีกันไม่ต้องการ  ให้ลูกเป็นทานแล้วยังมาสอดแคล้วเมื่อภายหลัง"
.
ต่อจากนั้นพระเวสสันดรก็สงบพ้นจากความโกรธและการฆ่าฟันด้วย "ขันติบารมี"
.
การบำเพ็ญบารมีของคนธรรมดานั้นคือบารมี ๑๐ ทัศ แต่การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์เพื่อการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้นเป็นบารมี ๓๐ ทัศ เป็นของสูงและทำได้ยากยิ่ง  บางครั้งอย่าว่าแต่ "ทำได้" เลยบางทีแม้เพียงแค่ "เข้าใจ" ก็อาจเป็นเรื่องยากสำหรับหลาย ๆ คนแล้ว ทุกยุคทุกสมัยจึงจะมีบางคนไม่เข้าใจและตั้งคำถามอยู่เสมอว่าการกระทำของพระเวสสันดรนั้นถูกต้องหรือไม่ 
.
บางครั้งเราอาจลืมคำว่า "เสียสละเพื่อส่วนรวม" ดังเช่นทหารที่ต้องทิ้งลูกเมียเพื่อไปปกป้องประเทศ  เราจะว่าทหารเหล่านั้นเห็นแก่ตัวหรือเสียสละ แต่การกระทำของพระเวสสันดรนั้นไม่ใช่เพียงทำเพื่อประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการทำเพื่อมนุษย์ทั้งโลก รวมไปถึงโลกของเทวดา มาร พรหมอีกด้วย
.
สองกุมารนั้นได้รับทุกข์จากการเฆี่ยนตีของชูชกก็จริง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับทั้งโลกที่ได้รับทุกข์จากไฟนรก ไฟกิเลสนั้น ทุกข์ของพ่อที่เห็นลูกถูกเฆี่ยนตีจึงกลายเป็นเรื่องส่วนตัวที่ต้องมาทีหลังเรื่องส่วนรวม จึงนับว่านี่คือการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ 
.
พระนางมัทรีและสองกุมารนั้นเป็นคู่บารมีที่อธิษฐานติดตามกันมาเพื่อร่วมสร้างบารมีกับพระเวสสันดร  เป็นเรื่องของความสมัครใจและเต็มใจ และท่านทั้งหลายเหล่านั้นที่เสียสละก็ได้บรรลุธรรมและพ้นทุกข์ไปแล้ว 


.
ดวงนาม หรืออาจเรียกว่า ดวงชื่อ หมายถึงการใช้ชื่อของเจ้าชะตาเพื่อสร้างขึ้นเป็นรูปดวงชะตา แล้วสามารถนำมาใช้พยากรณ์เรื่องราว นิสัยใจคอ ความเป็นไปของเจ้าชะตาได้แม้จะไม่ทราบวันเดือนปีเกิดก็ตาม อีกทั้งนำวิชาดวงนามมาใช้เพื่อตั้งชื่อออกแบบชื่อเพื่อเสริมดวงชะตาได้

.

 

ชมการบรรยายผ่านยูทูป
https://youtu.be/9G-yjfPppws
เครดิตสถานที่ : สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ สาขาป้อมปราบศัตรูพ่าย

.

ให้คำปรึกษาดวงชะตา ออกแบบชื่อและเบอร์โทรศัพท์ด้วยวิชาสูตรพระร่วง ทักษามหายุค และทักษาปาลิวรรค

ติดต่อสอบถามทางข้อความส่วนตัว