วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ชื่อ "สยาม" นามมงคลทรงพระราชทาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๑ ทรงสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นราชธานี ได้โปรดเกล้าฯให้มีพระราชพิธียกเสาหลักเมืองมีขึ้น ณ วันอาทิตย์ เดือน ๖ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีขาล จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๔๔ ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ เวลา ๐๖.๔๕ น . 


 ในกาลต่อมาเมื่อลุเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระองค์ผู้ทรงปรีชาชาญในด้านโหราศาสตร์ ได้ตรวจดวงชะตาบ้านเมือง และพบว่าดวงชะตาของพระองค์เป็นอริและมรณะแก่ลัคนาดวงเมือง ดวงพระชาตาของพระองค์ เห็นได้ชัดว่าดวงพระชาตาไม่กินกับดวงเมือง พระองค์จึงทรงแก้เคล็ดดวงเมือง โดยโปรดให้ขุดพระหลักเมืององค์เดิม ในการนี้พระองค์ได้โปรดให้ช่างแปลงรูปศาลเสียใหม่จากรูปศาลาเป็นรูปปรางค์ และทรงบรรจุดวงเมืองเดิมลงบนเสาพระหลักเมืองใหม่ ณ วันอาทิตย์ แรม ๙ ค่ำ เดือนอ้าย จุลศักราช ๑๒๑๔ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๓๙๕ เวลา ๐๘.๔๘ นาฬิกา เมื่อนำดวงชะตาเมืองมาผูกดวงเข้าในวิชาเลข ๗ ตัว ๔ ชั้น จะได้รูปดังนี้



หากพิจารณาโดยทั่วไปก็เห็นควรที่จะหลีกเลี่ยงอักษรวรรคดาวศุกร์ คือ ๖ เพราะเป็นดาวกาลกิณีและบางท่านยังว่าไม่ดีเพราะตั้งอยู่บนฐานราหูคือ ๑๒ อีกด้วยนั่นก็เป็นเรื่องที่ว่ากันทั่วไป แต่หากพิจารณาด้วยวิชากลับจะเห็นว่าอักษรวรรคดาวศุกร์ คืออักษร ส ซึ่งเป็นอักษรกาลกิณีมิได้ให้ร้ายอย่างที่หมอดูทั้งหลายกลัวกันหนักหนาแล้วยังป่าวประกาศให้ผู้ไม่รู้เข้าใจผิดกันไปอีกด้วย บางท่านไม่เข้าใจก็มาตั้งตำราเป็นข้อยกเว้นเอาว่ากาลกิณี ๒ ตัวจะหักล้างกันเอง 


จากตัวอย่างนี้อักษร ส ซึ่งเป็นกาลกิณีเพียงตัวเดียวนี้มิได้ให้ร้ายแต่กลับส่งอิทธิพลเสริมให้ดวง ชาตาเมืองอุดมสมบูรณ์เกี่ยวกับการเกษตรและทรัพย์ในดิน คือเป็นแผ่นดินที่มี ความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง เดิมทีคนไทยเรียกชื่อประเทศโดยใช้ชื่อเมืองหลวงเป็นชื่อประเทศ เช่น กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการแยกชื่อเมืองหลวงและชื่อประเทศอย่างชัดเจน โดยในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแยกชื่อเมืองหลวงออกจากชื่อประเทศ ตามแบบตะวันตก คือ เรียกประเทศว่า "สยาม" โดยได้ทรงลงพระปรมาภิไธยว่า "Rex Siamensis" แปลว่า “พระราชาแห่งสยาม” ซึ่งตรงกับ “สยามินทร์” หรือ “สยามินทราธิราช” ซึ่งมีคำนี้อยู่ในพระปรมาภิไธยเต็มของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์รวมทั้งองค์ ปัจจุบันดังนี้ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” และพระปฐมบรมราชโองการเมื่อครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลปัจจุบันมีว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ชื่อสยามนี้เป็นมงคลนามอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับพระ ราชทานจากองค์พระมหากษัตริย์ซึ่งมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระสยามเทวาธิราชขึ้นคุ้มครองรักษาประเทศชาติและ ประชาชน 


แต่ต่อมาภายหลังในยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" ซึ่งในทางโหราศาสตร์ถือว่าอักษร ท ขัดกันกับดวงเมือง ส่วนชื่อ "สยาม" นั้นถูกโฉลกกับดวงเมืองอย่างยิ่งแม้อักษร ส จะเป็นกาลกิณีก็ตาม คนเกิดวันเสาร์ที่ชื่อ การัณ (ณ เป็นอักษรกาลกิณี) คนนี้ขอ การันตี!! 


สงวนสิทธิ์บทความ ห้ามคัดลอกหรือเลียนแบบส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมด

วิธีการตั้งชื่อของพระอริยะเจ้า

จากหนังสือ ตายไม่สูญ…แล้วไปไหน โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมยาน) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี หนังสือดังกล่าวรวบรวมคำสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำจากหนังสือต่างๆ โดยมีเจตนาเพื่อยืนยันเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดคือตายแล้วไม่สูญ คณะผู้จัดทำไม่ได้มีเจตนาจะแนะนำเรื่องการตั้งชื่อหรือเปลี่ยนชื่อแต่ประการใด หากเพราะผู้เรียบเรียงเองที่อ่านเจอแล้วเกิดความสนใจจึงนำมาเสนอไว้เพื่อ เป็นแง่คิดในเรื่องวิธีการตั้งชื่อ 


 เรื่อง...จากพรหมมาเกิดเป็นคน (เรื่องที่ ๑๑๕ หน้า ๒๓๙) อ้างอิงจาก http://www.luangporruesi.com/753.html “…มีสองสามีภรรยามาขอให้อาตมาช่วยตั้งชื่อลูกชาย ก็ถามว่า “ ลูกชายเกิดวันอะไร ” เขาก็ตอบว่า “ วันพฤหัสบดี ” ก็บอกว่า “เด็กคนนี้นักรบชั้นดีนะ” ให้ชื่อ “สุรสิทธิ์” หรือ “สุรเดช” เรื่องชื่อนี้ถามข้างบนอีกทีว่า เด็กคนนี้มาจากไหนเพื่ออะไร ท่านบอกว่าเด็กคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นทหาร จะเป็นทหารอะไรก็ได้ตามสบายเขา ก็ดีทั้งนั้นแหละอย่าไปขวางเขานะ ฉันว่าชื่อ “สรุเดช” ดีกว่า แปลว่า มีอำนาจมาก สุรสิทธิ์ แปลว่า กล้าที่จะยึดเมืองต่าง ๆ เด็กคนนี้ต้องระวังหน่อยนะ คือว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่นี่ต้องถือเหตุผลเป็นสำคัญ อย่าทำอะไรประเภทไม่มีเหตุผล เพราะเด็กคนนี้มาจากพรหม พวกพรหมจิตจะแข็งเพราะพรหมเขามาจากฌานถ้าหากว่าไม่ มีเหตุผลจะมีสภาพเหมือนคนจองหอง ไม่ง้อใคร พูดง่ายๆก็คือ ถ้าเรื่องอยุติธรรมนี่ไม่ยอมก้มหัวให้แน่ เพราะพวกพรหมไม่ประจบ แต่ตอนเด็กๆเอาแน่ไม่ได้ในระยะต้นกรรมที่เป็นอกุศลบางอย่างอาจทำให้เฉไฉไป บ้าง เป็นเรื่องธรรมดา และต่อไปกุศลจะเข้า เราควรดีใจว่าลูกเราจะเป็นคนมีเหตุผล ต่อไปข้างหน้าพวกนี้จะลงมามาก จะขึ้นมีอำนาจในเมือง...” ---- จบเนื้อหาข้อมูลที่ยกมาอ้างอิง ---- 


ข้อสังเกตจากผู้เรียบเรียง เนื่องจากไม่ทราบเวลาเกิดของเด็กคนนี้จึงตั้งข้อสังเกตว่าหากเด็กคนนี้เกิดวัน พฤหัสในระหว่างเวลา 0.00-5.59 น. แม้ในทางสากลจะถือว่าเป็นวันพฤหัสแล้วแต่ยังเป็นวันพุธตามหลักโหราศาสตร์ ไทย ชื่อ สุรเดช จะมีอักษร ช เป็นกาลกิณี แต่ถ้าเด็กเกิดระหว่างเวลา 6.00-24.59 น. ก็จะถือว่าเป็นวันพฤหัสแล้วตามหลักโหราศาสตร์ไทย ชื่อ สุรเดช จะมีอักษร ด เป็นกาลกิณี สรุปคือไม่ว่าจะเกิดเวลาใด ชื่อ สุรเดช ก็มีอักษรกาลกิณีแน่นอน ดังนั้นท่านที่ยึดหลักว่าการตั้งชื่อห้ามใช้อักษรกาลกิณีเด็ดขาดนั้นโปรด พิจารณาทบทวนว่าหลักการดังกล่าวเชื่อถือได้หรือไม่ 


หากวิเคราะห์ชื่อ สุรเดช ตามหลักเลขศาสตร์จะมีค่าเท่ากับ 17 (รายละเอียดการแยกตามอักษร ส=7 สระอุ=1 ร=4 สระเอ=2 ด=1 ช=2 ) เมื่อพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่าไม่ใช่ค่าเลขที่ดีเลย เช่นตำราว่า หมายเลข 17 นี้ไม่เหมาะกับทั้งบุรุษและสตรีเพราะหมายถึงการถูกจำกัดอำนาจ ตกจากตำแหน่งหน้าที่การงาน และมักมีปัญหาเรื่องคู่ อันที่จริงชื่อ สุรสิทธิ์ นั้นได้ค่าเลขศาสตร์ที่ดียิ่งกว่าคือ 41 (รายละเอียดการแยกตามอักษร ส=7 สระอุ=1 ร=4 ส=7 สระอิ=4 ท=1 ธ=4 สระอิ=4 ตัวการันต์=9 ) แต่หลวงพ่อกลับให้ใช้ชื่อ สุรเดช ที่ได้ค่าตัวเลข 17 ซึ่งทางตำราเลขศาสตร์ว่าไม่ดีเลย ซึ่งมตินี้ตรงกับโหราจารย์ระดับอาจารย์หลายๆท่านที่ไม่ใช้วิชาเลขศาสตร์ในการตั้งชื่อเลย ดังนั้นท่านที่นิยมตั้งชื่อด้วยเลขศาสตร์นั้นโปรดพิจารณาทบทวนว่าหลักการตั้งชื่อด้วยเลขศาสตร์นี้เชื่อถือได้หรือไม่ 


โปรดทราบว่าที่ยกตัวอย่างมานี้คือหลวงพ่อท่านสงเคราะห์โยมที่ขอความช่วยเหลือให้ ตั้งชื่อให้กับเด็กที่เกิดใหม่ ไม่ใช่การแนะนำให้คนหันมาเปลี่ยนชื่อกัน การตั้งชื่อของพระอริยเจ้าเช่นหลวงพ่อฤาษีลิงดำนั้นท่านใช้วิชามโนมยิทธิถามเอาจากข้างบน แต่ที่ผู้เรียบเรียงสนใจคือการตั้งชื่อของท่านนั้นไม่ต้องเลี่ยงอักษร กาลกิณีในชื่อ ดังนั้นอักษรกาลกิณีจึง ไม่ใช่ข้อห้ามหรือสิ่งที่จะต้องกังวลดังเช่นที่หมอดูชอบทายทัก การทาย ทักให้เปลี่ยนชื่อด้วยเพียงเพราะเรื่องอักษรกาลกิณีหรือค่าเลขศาสตร์ไม่ดี นั้นไม่ควรเชื่อถือ ผู้เชี่ยวชาญจริงนั้นต้องสามารถพยากรณ์อิทธิพลจากชื่อได้ว่าดีร้ายเรื่อง อะไรและมีผลรุนแรงในระยะใด โดยเฉพาะเรื่องอักษรกาลกิณีในบางดวงชะตาสามารถที่จะใช้อักษรกาลกิณีในชื่อ ได้ไม่ใช่ข้อห้ามแบบเด็ดขาด บางครั้งกาลกิณียังนำโชคเสียอีกด้วยโดยไม่จำเป็นต้องมีกาลกิณีหลายๆตัวเพื่อ หักล้างกันแต่อย่างใด เช่นผู้เรียบเรียงนี้เป็นคนเกิดวันเสาร์แต่ก็ยังใช้ชื่อว่า การัณ โดยมีอักษร ณ เป็นกาลกิณี 


ดังนั้นหากชีวิตของท่านนั้นปกติราบรื่นดีก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนชื่อเพียง แค่เพราะหมอดูทักว่าชื่อมีอักษรกาลกิณีหรือมีค่าเลขศาสตร์ไม่ดีหรอก ครับ การันตี !! 


หมายเหตุ : หลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นศิษย์ของหลวงพ่อปานวัดบางนมโค หลวงพ่อมรณะภาพเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ ปัจจุบันกายสังขารซึ่งไม่เน่าเปื่อยของท่านบรรจุอยู่ในโลงแก้วที่วัดท่าซุง 


ประวัติโดยย่อ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) พระราชพรหมยาน หรือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี มีผู้รู้จักชื่อเสียงของท่านเป็นอย่างดีเนื่องจากท่านมีลูกศิษย์มากมายทั่ว ประเทศ บารมีของท่านเป็นที่ประจักษ์แก่ศิษยานุศิษย์ บางคนว่าท่านมีญาณหยั่งรู้วาระจิต เทศน์เก่งเป็นที่จับใจผู้ฟัง เมื่อท่านยังมีชีวิตจะมีญาติโยมผู้ศรัทธามาทำบุญปฏิบัติธรรมกันที่วัดท่าซุง นับเป็นหมื่น ๆ คน วิชาที่ท่านพร่ำสอนให้ศิษย์ได้รู้เห็น คือ วิชามโนมยิทธิ เป็นการฝึกฤทธิ์ทางใจ และวิชาเป่ายันต์เกราะเพชรที่ท่านได้รับการถ่ายทอดโดยตรงมาจากหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อเคยปรารถนาพุทธภูมิมาก่อน ได้สร้างสมอบรมบารมีมานับภพชาติไม่ถ้วน ต่อมาท่านได้ลาพุทธภูมิแล้วบำเพ็ญเพื่อเข้าสู่อรหัตภูมิ หลังจากท่านมรณภาพแล้ว ปรากฎมีพระธาตุเสด็จมาเกาะที่สังขารของท่านมากมาย แม้แต่ชานหมากและเกศายังแปรเปลี่ยนเป็นพระธาตุ ส่วนพระเครื่องของท่าน เช่น พระคำข้าว พระคำหมาก เหรียญรูปเหมือน และอื่นๆอีกมากก็ล้วนได้รับความนิยม วิชามโนมยิทธิที่ท่าเผยแผ่ได้เป็นที่รู้จักและมีสนใจปฏิบัติฝึกฝนทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ หลวงพ่อฤาษีลิงดำมรณภาพเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2535 สิริรวมอายุ 75 ปี 55 พรรษา ปัจจุบันกายสังขารซึ่งไม่เน่าเปื่อยของท่านบรรจุอยู่ในโลงแก้วที่วัดท่าซุงเพื่อให้ผู้ที่มีศรัทธาได้มีโอกาสไปกราบไว้บูชา หากผิดพลาดประการใดลูกกราบขอขมาต่อหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ขอหลวงพ่อได้โปรดอดโทษให้แก่ลูกตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน 


สงวนสิทธิ์บทความ ห้ามคัดลอกหรือเลียนแบบส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมด

อย่าโทษอักษรกาลกิณี

เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งที่กล่าวว่า... "การตั้งชื่อนั้นห้ามใช้อักษรกาลกิณีเด็ดขาด" ความจริงแล้วในการตั้งชื่อนั้นไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงกาลกิณีเสมอไปอย่างที่หลายท่านเข้าใจกันและไม่ใช่ว่า อักษรกาลกิณี 2 ตัวจะหักล้างกันได้ 


ข้อพิสูจน์คือพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่งซึ่งเป็นปราชญ์ในด้านโหราศาสตร์นอก จากจะไม่ทรงหลีกเลี่ยงอักษรกาลกิณีแล้วยังทรงนำมาใช้เป็นอักษรนำหน้าในชื่อ อีกด้วย !!! 


เรื่องการตั้งชื่อที่ให้หลีกเลี่ยงอักษรกาลกิณีค่อนข้างจะเป็นความรู้ที่เผยแพร่ หลายกันอยู่มากแล้วต่อมาก็เอาเลขศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เป็นกฎเกณฑ์ผสมกันเข้าไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลักทักษาหรือเลขศาสตร์ที่ตนใช้ อยู่นั้นมีที่มาอย่างไร ตำราตั้งชื่อทั่วไปส่วนใหญ่มิได้กล่าวถึงเรื่องการผูกดวงชะตาเลย บางท่านก็กล่าวว่าตำราเหล่านั้นเป็นแค่หลักการคร่าวๆ สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ทางด้านโหราศาสตร์หรือให้พ่อแม่หาชื่อให้เด็กแบบ ง่ายๆ เท่านั้น 

อักษรกาลกิณีมักถูกตั้งข้อรังเกียจเสมอว่านำความวิบัติมาให้ถ้า อยู่ในชื่อของใคร ชีวิตจะมีแต่อุปสรรค ทั้งที่อันที่จริงแล้วกาลกิณีนำโชคก็มีอยู่ (แต่ก็มิใช่ว่าจะมีในทุกดวงชะตา) ว่ากันโดยประเด็นเรื่องอักษรกาลกิณี นี้ นักโหราศาสตร์โดยเฉพาะผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องชื่อนั้นมิได้กลัวเรื่อง กาลกิณีเลย แต่เพราะบางท่านขาดความรู้ในการพยากรณ์ดวงชะตาและขาดความรู้ใน เรื่องการตั้งชื่อจึงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดเกิดจากดวงชะตามเดิม สิ่งใดเกิดจากอิทธิพลของชื่อ พอเกิดเรื่องไม่ดีก็เลยโยนให้เป็นความผิดของอักษรกาลกิณีไป 

อย่างไรก็ตามมิใช่ว่าทุกคนจะสามารถใช้อักษรกาลกิณีได้ เพราะหากเป็นกาลกิณีที่มี กำลังหรือให้โทษในดวงชะตาแล้วย่อมให้ผลร้ายแก่ผู้ใช้อย่างแน่นอนโดยไม่มีข้อ ยกเว้นหรือหักล้างกัน การที่บางท่านเข้าใจว่าหากมีกาลกิณีตั้งแต่สองตัวขึ้นไปแล้วจะหักล้างกันเอง ได้ในลักษณะพิษล้างพิษหรือพิษต้านพิษนั้นก็นับเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง หากผู้ไม่รู้ไปหลงเชื่อก็จะเกิดความเดือดร้อนได้ 

อันที่จริงศาสตร์การตั้งชื่อนั้นที่แท้จริงนั้นมิได้ใช้ทางในการวิเคราะห์ชื่อ อย่างสายธรรมดาสามัญที่ดูแต่คร่าวๆ กันเพียงทักษาคือ บริวาร อายุ เดช ศรีเช่นดังตำราตั้งชื่อที่พิมพ์ขายกันทั่วไป มีคำโบราณจารย์กล่าว ว่า "โหรไทยไม่กลัวกาลกิณี แต่กลัวดาวกาลกิณีมีกำลัง" ดังนั้นจึงพบว่าในการตั้งชื่อนั้นบางคนอาจได้ชื่อที่มีอักษรกาลกิณี หรือบางครั้งอาจต้องใช้อักษรกาลกิณีนำหน้าชื่อเสียด้วยซ้ำ !!! 

กรณีศึกษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ทรงพระราชทานพระนาม ฉิม อันมีอักษร ฉ เป็นกาลกิณีให้แก่พระราชโอรสคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๒ อัญเชิญพระบรมราชชาตารัชกาลที่ ๒ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงประสูติ เมื่อวันพุธ ๔ เดือน ๔ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีกุนตรงกับวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๑๐ เวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น. เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๔ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (องค์ที่หนึ่งเป็นหญิง องค์ที่สองเป็นชาย ถึงแก่กรรมไปก่อนทั้ง ๒ พระองค์ องค์ที่สามเป็นเจ้าฟ้าหญิง รัชกาลที่ ๒ เป็นองค์ที่สี่) ทรงมีพระนามเดิมว่า "ฉิม" ทรงมีพระราชลัญจกรประจำรัชกาลเป็นรูปครุฑยุดนาคเป็นพระราช สัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธยว่า "ฉิม" อันหมายถึงพญาครุฑในวรรณคดีไทย ซึ่งอยู่ที่วิมานชื่อ ฉิมพลี เมื่อนำพระบรมราชชาตาของรัชกาลที่ ๒ มาผูกดวงวางผังชะตาตามวิชาเลข ๗ ตัว ๔ ชั้น จะได้รูปดังนี้



เรื่องนี้อาจเป็นข้อสังเกตสำหรับท่านที่ศึกษาวิชาโหราศาสตร์โดยเฉพาะวิชาเลข ๗ ตัว ขอให้พิจารณาให้ดี ควรแยกแยะว่าสิ่งใดเป็นอิทธิพลจากดวงกำเนิดและสิ่งใดมากจากอิทธิพลแห่งนาม ในพื้นพระชาตาเดิมนั้นบ่งว่าอย่างไรท่านที่ศึกษาโหราศาสตร์คงจะทราบดี ขอให้ท่านสังเกตเลข ๓ คือดาวอังคารที่ให้โทษเพราะตั้งบนฐานดาวเสาร์คือ ๗ จัดเป็นคู่ศัตรูแตกหัก โดยชี้ว่าเป็นบริวารที่เกี่ยวพันธ์กับวงศ์ญาติข้างพระบิดา เมื่อพิจารณาโดยหลักทั่วไปก็เห็นทีจะต้องหลีกเลี่ยงอักษรวรรคอังคารเพราะเป็นทั้งกาลกิณีและเป็นดาวเสียให้โทษในดวงพระชาตา แต่เมื่อพิจารณาตามวิชาแล้วกลับได้ความว่าหากใช้อักษรวรรคอังคาร คืออักษร ฉ ในพระนามซึ่งเป็นอักษรกาลกิณีแล้วกลับจะส่งผลดีให้ดาวอังคารในพระชาตาเข้มแข็ง แม้จะมีอริราชศัตรูก็จะสามารถปราบได้ด้วยพระบรมเดชานุภาพ เช่นเหตุการณ์กบฏของเจ้าฟ้าเหม็น หรือสมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตซึ่งทรงมีศักดิ์เป็น “หลานตา” องค์โตของรัชกาลที่ ๑ ส่วนพระราชลัญจกรประจำรัชกาลเป็นรูปครุฑยุดนาคนั้นจะบังเอิญหรืออย่างไร เพราะนาคก็คือดาวเสาร์หรือ ๗ โหราจารย์ในปัจจุบันหลายท่านโหมกระพือความเชื่อว่าอักษรกาลกิณีนี้ร้ายนักห้ามใช้ตั้งชื่อเด็ดขาด แต่ในความเป็นจริงหลายๆ ท่านก็มีอักษรกาลกิณีในชื่อแต่ชีวิตก็ประสบความสำเร็จดี ท่านเหล่านั้นจึงได้กล่าวว่าเรื่องชื่อนี้คงเป็นเรื่องเชื่อถือไม่ได้ แต่ดังที่ได้อัญเชิญพระบรมราชาตามาเป็นตัวอย่างถึงเรื่องการตั้งชื่อโดยใช้อักษรกาลกิณีนี้เพื่อแสดงถึงหลักวิชาการตั้งชื่อของโบราณจารย์ว่ามิได้กลัวอักษรกาลกิณีแต่อย่างใด บางครั้งกาลกิณียังให้โชคเสียด้วยซ้ำ การพิจารณาแต่เพียงแต่ เดช ศรี กาลกิณีตามทักษาโดยไม่พิจารณาดวงชะตาประกอบด้วยนั้นหยาบเกินไป ง่ายเกินไป ชื่อของผู้เขียนเองคือ การัณ นี้ก็มีอักษรกาลกิณีเช่นกันเพราะเกิดวันเสาร์ ตำราทักษาถือว่า ณ เป็นอักษรกาลกิณี จึงขอสรุปย้ำอีกครั้งว่า...อย่าโทษอักษรกาลกิณีเลยครับ กาลกิณีไม่ได้ให้โทษเสมอไป คนเกิดวันเสาร์ที่ชื่อ การัณ คนนี้ขอ การันตี !!


สงวนสิทธิ์บทความ ห้ามคัดลอกหรือเลียนแบบส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมด

จตุรงคโชคสูตรพระร่วง ทักษายุค และทักษาปาลิวรรค ออกแบบชื่อและเบอร์โทร

เว็บไซต์แห่งแรกของวิชาจตุรงคโชคสูตรพระร่วง ทักษายุค ทักษาปาลิวรรค


ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการตั้งชื่อ เปลี่ยนชื่อ วิเคราะห์ชื่อแนะนำแลชื่อบุคคล ชื่อบริษัทห้างร้าน ชื่อโครงการ ชื่อยี่ห้อสินค้า ชื่อเว็บไซต์ ออกแบบชื่อและเบอร์โทรศัพท์ ด้วยโหราศาสตร์สูตรพระร่วงผสานหลักอักษรทักษาตามแบบฉบับเก่าแก่ดั้งเดิม โหราศาสตร์ภูมิปัญญาบรรพบุรุษไทยแต่ครั้งอาณาจักรสุโขทัย


ปรับเสริมดวงชะตาตามหลักจตุรงคโชค ได้แก่ เสียง แสง สี ชัยภูมิ


วิชา 'สูตรพระร่วง' เป็นวิชาปรับเสริมดวงชะตาตามหลักจตุรงคโชค ได้แก่การตั้งชื่อ-เปลี่ยนชื่อ การเลือกสี อัญมณี ทิศและชัยภูมิที่เป็นมงคล


อธิบายความหมายของคำโบราณ
คำว่า "จตุรงคโชค" มาจาก จตุร (แปลว่า ๔) + องค + โชค หมายถึง องค์ประกอบอันเป็นที่มาแห่งโชค ๔ ประการ
คำว่า "สูตร" เป็นคำที่มีมาแต่โบราณ สุตระ หรือ สุตตัง คนไทยเราเรียกว่าสูตร เช่น คำว่า กาลามสูตร แปลว่า พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ เป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณา มีอยู่ ๑๐ ประการ
คำว่า "พระร่วง" หมายถึง ยุคสมัยอาณาจักรสุโขทัยเช่นดังปรากฎคำว่า สุภาษิตพระร่วง ไตรภูมิพระร่วง


จตุรงคโชคในทางโหราศาสตร์ คือการปรับเสริมดวงชะตาโดยอาศัยสิ่งต่างๆ ๔ ประการ คือ


๑. เสียง 
เป็นการแก้ไขหรือส่งเสริมโดยใช้พลังงานเสียง ได้แก่ การกำหนดตั้งชื่อ หรือการเปลี่ยนชื่อเรียกขาน


๒. สี 
เป็นการแก้ไขหรือส่งเสริมโดยใช้พลังงานของสี ได้แก่ การเลือกใช้สีเสื้อผ้า สียานพาหนะ


๓. แสง 
เป็นการแก้ไขหรือส่งเสริมโดยใช้พลังงานของแสง ได้แก่การเลือกอัญมณีเครื่องประดับ


๔. ทิศทาง 
เป็นการแก้ไขหรือส่งเสริมโดยใช้ตำแหน่งและทิศทางในการรับพลังงาน ได้แก่ การเลือกตำแหน่งทิศทาง ชัยภูมิที่อยู่อาศัย


ในตำราสูตรพระร่วงนี้จะใช้การตั้งดวงชะตาเพื่อวิเคราะห์ถึงดาวที่ให้คุณและให้โทษโดยมิได้ดูคร่าว ๆ แต่เพียงบริวาร อายุ เดช ศรี กาลกิณี


ดังนั้นอาจพบว่าบางดวงชะตาในการตั้งชื่ออาจต้องใช้ชื่อที่มีอักษรกาลกิณีเพราะ เป็นดาวให้คุณในดวงชะตา แต่ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าใช้กาลกิณีได้ทุกดวง อีกทั้งไม่ใช่ทฤษฎีที่ว่ามีกาลกิณีสองตัวแล้วหักล้างกัน เพราะอันที่จริงถ้าเป็นกาลกิณีให้โทษจะยิ่งร้ายนัก


ดังนั้นอาจพบว่าบางดวงชะตาในการตั้งชื่ออาจต้องใช้ชื่อที่มีอักษรกาลกิณีเพราะ เป็นดาวให้คุณในดวงชะตา แต่ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าใช้กาลกิณีได้ทุกดวง อีกทั้งไม่ใช่ทฤษฎีที่ว่ามีกาลกิณีสองตัวแล้วหักล้างกัน เพราะอันที่จริงถ้าเป็นกาลกิณีให้โทษจะยิ่งร้ายนัก


ดังนั้นอาจพบว่าบางดวงชะตาในการตั้งชื่ออาจต้องใช้ชื่อที่มีอักษรกาลกิณีเพราะ เป็นดาวให้คุณในดวงชะตา แต่ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าใช้กาลกิณีได้ทุกดวง อีกทั้งไม่ใช่ทฤษฎีที่ว่ามีกาลกิณีสองตัวแล้วหักล้างกัน เพราะอันที่จริงถ้าเป็นกาลกิณีให้โทษจะยิ่งร้ายนัก


ติดต่อผู้เขียน 
การัณ ภูริภัทรธนากร 
โทร.096 636 5495 
ไอดีไลน์ : Karan.me
Facebook : ครูการัณ ทักษายุค
https://www.facebook.com/karan2415


ตัวอย่างคำแนะนำในการตั้งชื่อ
(รวบรวมจากกระทู้เก่าที่งดตอบไปแล้วจาก payakorn.com)คลิกที่นี่ > http://www.payakorn.com/webboard_ans.php?q_id=26342
คลิกที่นี่ > http://www.payakorn.com/webboard_ans.php?q_id=26685