อย่าโทษอักษรกาลกิณี
เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งที่กล่าวว่า...
"การตั้งชื่อนั้นห้ามใช้อักษรกาลกิณีเด็ดขาด"
ความจริงแล้วในการตั้งชื่อนั้นไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงกาลกิณีเสมอไปอย่างที่หลายท่านเข้าใจกันและไม่ใช่ว่า อักษรกาลกิณี 2 ตัวจะหักล้างกันได้
ข้อพิสูจน์คือพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่งซึ่งเป็นปราชญ์ในด้านโหราศาสตร์นอก จากจะไม่ทรงหลีกเลี่ยงอักษรกาลกิณีแล้วยังทรงนำมาใช้เป็นอักษรนำหน้าในชื่อ อีกด้วย !!!
เรื่องการตั้งชื่อที่ให้หลีกเลี่ยงอักษรกาลกิณีค่อนข้างจะเป็นความรู้ที่เผยแพร่ หลายกันอยู่มากแล้วต่อมาก็เอาเลขศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เป็นกฎเกณฑ์ผสมกันเข้าไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลักทักษาหรือเลขศาสตร์ที่ตนใช้ อยู่นั้นมีที่มาอย่างไร ตำราตั้งชื่อทั่วไปส่วนใหญ่มิได้กล่าวถึงเรื่องการผูกดวงชะตาเลย บางท่านก็กล่าวว่าตำราเหล่านั้นเป็นแค่หลักการคร่าวๆ สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ทางด้านโหราศาสตร์หรือให้พ่อแม่หาชื่อให้เด็กแบบ ง่ายๆ เท่านั้น
อักษรกาลกิณีมักถูกตั้งข้อรังเกียจเสมอว่านำความวิบัติมาให้ถ้า อยู่ในชื่อของใคร ชีวิตจะมีแต่อุปสรรค ทั้งที่อันที่จริงแล้วกาลกิณีนำโชคก็มีอยู่ (แต่ก็มิใช่ว่าจะมีในทุกดวงชะตา) ว่ากันโดยประเด็นเรื่องอักษรกาลกิณี นี้ นักโหราศาสตร์โดยเฉพาะผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องชื่อนั้นมิได้กลัวเรื่อง กาลกิณีเลย แต่เพราะบางท่านขาดความรู้ในการพยากรณ์ดวงชะตาและขาดความรู้ใน เรื่องการตั้งชื่อจึงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดเกิดจากดวงชะตามเดิม สิ่งใดเกิดจากอิทธิพลของชื่อ พอเกิดเรื่องไม่ดีก็เลยโยนให้เป็นความผิดของอักษรกาลกิณีไป
อย่างไรก็ตามมิใช่ว่าทุกคนจะสามารถใช้อักษรกาลกิณีได้ เพราะหากเป็นกาลกิณีที่มี กำลังหรือให้โทษในดวงชะตาแล้วย่อมให้ผลร้ายแก่ผู้ใช้อย่างแน่นอนโดยไม่มีข้อ ยกเว้นหรือหักล้างกัน การที่บางท่านเข้าใจว่าหากมีกาลกิณีตั้งแต่สองตัวขึ้นไปแล้วจะหักล้างกันเอง ได้ในลักษณะพิษล้างพิษหรือพิษต้านพิษนั้นก็นับเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง หากผู้ไม่รู้ไปหลงเชื่อก็จะเกิดความเดือดร้อนได้
อันที่จริงศาสตร์การตั้งชื่อนั้นที่แท้จริงนั้นมิได้ใช้ทางในการวิเคราะห์ชื่อ อย่างสายธรรมดาสามัญที่ดูแต่คร่าวๆ กันเพียงทักษาคือ บริวาร อายุ เดช ศรีเช่นดังตำราตั้งชื่อที่พิมพ์ขายกันทั่วไป มีคำโบราณจารย์กล่าว ว่า "โหรไทยไม่กลัวกาลกิณี แต่กลัวดาวกาลกิณีมีกำลัง" ดังนั้นจึงพบว่าในการตั้งชื่อนั้นบางคนอาจได้ชื่อที่มีอักษรกาลกิณี หรือบางครั้งอาจต้องใช้อักษรกาลกิณีนำหน้าชื่อเสียด้วยซ้ำ !!!
กรณีศึกษา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ทรงพระราชทานพระนาม ฉิม อันมีอักษร ฉ เป็นกาลกิณีให้แก่พระราชโอรสคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๒
อัญเชิญพระบรมราชชาตารัชกาลที่ ๒ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงประสูติ เมื่อวันพุธ ๔ เดือน ๔ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีกุนตรงกับวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๑๐ เวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น. เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๔ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (องค์ที่หนึ่งเป็นหญิง องค์ที่สองเป็นชาย ถึงแก่กรรมไปก่อนทั้ง ๒ พระองค์ องค์ที่สามเป็นเจ้าฟ้าหญิง รัชกาลที่ ๒ เป็นองค์ที่สี่) ทรงมีพระนามเดิมว่า "ฉิม" ทรงมีพระราชลัญจกรประจำรัชกาลเป็นรูปครุฑยุดนาคเป็นพระราช สัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธยว่า "ฉิม" อันหมายถึงพญาครุฑในวรรณคดีไทย ซึ่งอยู่ที่วิมานชื่อ ฉิมพลี
เมื่อนำพระบรมราชชาตาของรัชกาลที่ ๒ มาผูกดวงวางผังชะตาตามวิชาเลข ๗ ตัว ๔ ชั้น จะได้รูปดังนี้

เรื่องนี้อาจเป็นข้อสังเกตสำหรับท่านที่ศึกษาวิชาโหราศาสตร์โดยเฉพาะวิชาเลข ๗ ตัว ขอให้พิจารณาให้ดี ควรแยกแยะว่าสิ่งใดเป็นอิทธิพลจากดวงกำเนิดและสิ่งใดมากจากอิทธิพลแห่งนาม
ในพื้นพระชาตาเดิมนั้นบ่งว่าอย่างไรท่านที่ศึกษาโหราศาสตร์คงจะทราบดี ขอให้ท่านสังเกตเลข ๓ คือดาวอังคารที่ให้โทษเพราะตั้งบนฐานดาวเสาร์คือ ๗ จัดเป็นคู่ศัตรูแตกหัก โดยชี้ว่าเป็นบริวารที่เกี่ยวพันธ์กับวงศ์ญาติข้างพระบิดา เมื่อพิจารณาโดยหลักทั่วไปก็เห็นทีจะต้องหลีกเลี่ยงอักษรวรรคอังคารเพราะเป็นทั้งกาลกิณีและเป็นดาวเสียให้โทษในดวงพระชาตา แต่เมื่อพิจารณาตามวิชาแล้วกลับได้ความว่าหากใช้อักษรวรรคอังคาร คืออักษร ฉ ในพระนามซึ่งเป็นอักษรกาลกิณีแล้วกลับจะส่งผลดีให้ดาวอังคารในพระชาตาเข้มแข็ง แม้จะมีอริราชศัตรูก็จะสามารถปราบได้ด้วยพระบรมเดชานุภาพ เช่นเหตุการณ์กบฏของเจ้าฟ้าเหม็น หรือสมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตซึ่งทรงมีศักดิ์เป็น “หลานตา” องค์โตของรัชกาลที่ ๑ ส่วนพระราชลัญจกรประจำรัชกาลเป็นรูปครุฑยุดนาคนั้นจะบังเอิญหรืออย่างไร เพราะนาคก็คือดาวเสาร์หรือ ๗
โหราจารย์ในปัจจุบันหลายท่านโหมกระพือความเชื่อว่าอักษรกาลกิณีนี้ร้ายนักห้ามใช้ตั้งชื่อเด็ดขาด แต่ในความเป็นจริงหลายๆ ท่านก็มีอักษรกาลกิณีในชื่อแต่ชีวิตก็ประสบความสำเร็จดี ท่านเหล่านั้นจึงได้กล่าวว่าเรื่องชื่อนี้คงเป็นเรื่องเชื่อถือไม่ได้ แต่ดังที่ได้อัญเชิญพระบรมราชาตามาเป็นตัวอย่างถึงเรื่องการตั้งชื่อโดยใช้อักษรกาลกิณีนี้เพื่อแสดงถึงหลักวิชาการตั้งชื่อของโบราณจารย์ว่ามิได้กลัวอักษรกาลกิณีแต่อย่างใด บางครั้งกาลกิณียังให้โชคเสียด้วยซ้ำ การพิจารณาแต่เพียงแต่ เดช ศรี กาลกิณีตามทักษาโดยไม่พิจารณาดวงชะตาประกอบด้วยนั้นหยาบเกินไป ง่ายเกินไป
ชื่อของผู้เขียนเองคือ การัณ นี้ก็มีอักษรกาลกิณีเช่นกันเพราะเกิดวันเสาร์ ตำราทักษาถือว่า ณ เป็นอักษรกาลกิณี
จึงขอสรุปย้ำอีกครั้งว่า...อย่าโทษอักษรกาลกิณีเลยครับ กาลกิณีไม่ได้ให้โทษเสมอไป คนเกิดวันเสาร์ที่ชื่อ การัณ คนนี้ขอ การันตี !!
สงวนสิทธิ์บทความ ห้ามคัดลอกหรือเลียนแบบส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น